ที่เดียวในโลก มข.จัดบุญข้าวจี่วาเลนไทน์ สานประเพณีไทย ลดเสี่ยงทางเพศ
Tue 13 Feb. 2018

       จากผลสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ปี 2557) พบว่ากิจกรรมที่เป็นที่นิยมในวันวาเลนไทน์ของนักศึกษาสูงที่สุดคือ เที่ยวต่างประเทศคิดเป็นร้อยละ 51  รองลงมาคือ เที่ยวสถานบันเทิง คิดเป็นร้อยละ 31.1 อยู่ห้องกับแฟนคิดเป็นร้อยละ 11.2 ขณะที่กิจกรรมทำบุญตักบาตรอยู่ในระดับต่ำคิดเป็นร้อยละ 7 เท่านั้น ทั้งนี้ผลวิจัยยังระบุว่ากิจกรรมการเฉลิมฉลองวาเลนไทน์ของวัยรุ่นไทย มีความเกี่ยวพันธ์กับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงกว่าวันธรรมดา ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางด้านการขับขี่ ทะเลาะวิวาท เกิดอุบัติเหตุ  ทะเลาะกับคนรัก และโดนล่วงละเมิดทางเพศ  พฤติกรรมเหล่านี้อาจส่งผลต่อความเสียหายทางด้านร่างกาย จิตใจ  และทรัพย์สิน  ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
       มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่มีองค์กรส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมและห่วงใยใส่ใจสังคม ตามยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านCulture and Care Community จึงจัดงานบุญข้าวจี่วาเลนไทน์ขึ้น โดยผสมผสานประเพณีวัฒนธรรมชาวอีสานและเทศกาลตะวันตกเพื่อสืบสานและลดอัตราเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศของเยาวชน อันส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งทางร่างกายและทรัพย์สิน ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
       นายบัญชา พระพล  ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและชุมชนสัมพันธ์ กล่าวว่า  งานบุญข้าวจี่วาเลนไทน์ จัดขึ้นต่อเนื่องกันเป็นครั้งที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามของชาวอีสาน ตลอดจนปลูกฝังค่านิยมวัฒนธรรมอันดีงานแก่เยาวชนในวันแห่งความรัก  ผ่านรูปแบบการจัดงานร่วมสมัย  ภายใต้แนวคิดไม่หลงของเก่า ไม่เมาของใหม่ โดยพยายามสอดแทรกแนวคิดและตีความหมายของความรักให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะความรักความสามัคคีของคนในท้องถิ่นล้วนแต่เป็นประเพณีที่ส่งเสริมให้คนในชุมชนได้ออกมาร่วมกิจกรรมพบปะสังสรรค์กัน ทั้งยังต้องการที่จะฟื้นฟู ค้นหาคุณค่า ความหมายที่ซ่อนแฝง ให้แก่เยาวชนได้ตระหนัก นำทั้งสองวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างชิ้นเชิงมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับยุคสมัย ผสานได้อย่างลงตัว
        “ฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและชุมชนสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีนโยบายสืบสานฮีต 12 ท้องถิ่นให้ปรากฏเป็นรูปธรรม โดยมีโจทย์ว่าทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สืบสานวัฒนธรรมอันดีงาม ร่วมกับคนในชุมชนใกล้เคียงมหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน  ฉะนั้นจึงผลักดันกิจกรรมฮีต 12 สร้างความร่วมมือระหว่างชาวบ้าน ผู้นำชุมชน และนักศึกษา  ผสานเป็นเนื้อเดียวกันเพื่อช่วยกันสืบทอดประเพณีที่งดงามให้คงอยู่คู่ชาวไทยทั้งนี้กิจกรรมบุญข้าวจี่วาเลนไทน์ ถือเป็นกลยุทธ์การประยุกต์ใช้วัฒนธรรมร่วมสมัย ผสานวัฒนธรรมอีสานและชาติตะวันตกได้อย่างลงตัว ต่างได้รับความสนใจจากประชาชน  วัยรุ่นอีสาน สื่อมวลชน อย่างมากใน 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าเป็นที่เดียวของโลก”
         ทั้งนี้ตามพุทธประวัติได้เล่าถึงประวัติบุญข้าวจี่ว่า นางปุณณทาสีได้ทำขนมแป้งจี่(ข้าวจี่) ถวายแด่พระพุทธเจ้าและพระอานนท์ แต่นางคิดว่าท่านคงไม่ฉัน เพราะไม่ใช่อาหารที่ประณีต เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบวาระจิตของนางและได้ฉันข้าวจี่เรียบร้อยแล้ว จึงได้แสดงธรรมให้นางปุณณทาสีฟัง กระทั่งบรรลุโสดาบัน เป็นอริยอุบาสิกา จากความเชื่อที่มีข้าวจี่เป็นมูลเหตุนี้เอง คนอีสานโบราณจึงได้จัดแต่งให้มีบุญข้าวจี่ทุกๆปี ไม่ได้ขาด ฉะนั้นการทำบุญข้าวจี่จึงเป็นบุญที่พุทธศาสนิกชนร่วมกันสืบทอดประเพณีอันดีงามเป็นการแสดงความรักแก่พระพุทธศาสนา
         กิจกรรมประกอบด้วยการตักบาตรข้าวจี่แด่พระสงฆ์  การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากนักศึกษา  การฉายหนังกลางแปลง  ออกร้านสินค้าทำมือจากนักศึกษา  การจี่ข้าวโดยมีผู้สูงอายุมาถ่ายทอดวิธีการทำข้าวจี่ให้เด็กๆรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ร่วมกัน  บุญข้าวจี่วาเลนไทน์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นับเป็นการพลิกฟื้นวัฒนธรรมครั้งสำคัญ ในการผนวกรวม 2 วิถีเข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “ไม่หลงของเก่าไม่เมาของใหม่” และเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าการจะอนุรักษ์วัฒนธรรมแห่งรากเหง้าได้นั้น  คงไม่ใช่การทำในแบบเดิมต่อกันมา แต่ต้องผสานหรือปรับเปลี่ยนอย่างเหมาะสมเพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงได้  สิ่งนี้น่าจะเป็นคำตอบของการสืบสานวัฒนธรรมดั้งเดิมให้ยั่งยืนต่อไป
         ผู้สนใจสามารถร่วมงานบุญข้าวจี่วาเลนไทน์ในวันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 ช่วงเช้าเริ่มตั้งแต่เวลา 7.00 น.เป็นกิจกรรมนุ่งซิ่นตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งและข้าวจี่ ช่วงเย็นเริ่มตั้งแต่เวลา 17.00น. มีกิจกรรมออกร้าน สินค้าทำมือของนักศึกษา กิจกรรมประกวดข้าวจี่สร้างสรรค์  บริการอุปกรณ์จี่ข้าวฟรี ร่วมฟังเพลงหลากหลายแนว และเชิญเต้นบาสโลปร่วมกับประชาชนชุมชนใกล้เคียง ณ บริเวณอาคารพุทธศิลป์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 

 

   บทความ : จิราพร , นภัสสร